Amway Logo
สุขภาพ
วิตามินซีควรกินตอนไหน กินปริมาณเท่าไรถึงจะได้ผลดีต่อร่างกายที่สุด

เลือกกินวิตามินซีแต่พอดี เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อร่างกาย แล้วแค่ไหนถึงจะเรียกว่าเหมาะสม? วิตามินซีควรกินตอนไหนดี? เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพ และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

วิตามินซี สำคัญต่อร่างกายอย่างไร

วิตามินซี เป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ ทำให้ร่างกายของเราที่ประกอบด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่ไม่สามารถเก็บวิตามินซีไว้ได้ เพราะวิตามินซีที่ได้รับจะถูกละลายน้ำ และถูกขับออกทางปัสสาวะไปในที่สุด จึงจำเป็นต้องได้รับวิตามินซีจากอาหารอยู่ทุกวัน โดยวิตามินซีมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน การดูดซึมธาตุเหล็ก การสร้างคอลลาเจน การรักษาแผล และการเสริมสร้างกระดูก นอกจากนี้ วิตามินซียังจัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สามารถป้องกันความเสียหายของร่างกายที่จะเกิดจากสารพิษ และสารเคมีอย่างควันบุหรี่ได้ด้วย2

วิตามินซีหาได้จากที่ไหนบ้าง

วิตามินซีหาได้จากแหล่งอาหารหลักๆ ได้แก่ ผัก ผลไม้ และอาหารเสริมวิตามินซี ดังนี้

  1. อาหารประเภทผัก และผลไม้

ปริมาณวิตามินซีต่อปริมาณผัก 100 กรัม มีดังนี้

  • พริกหวาน ปริมาณวิตามินซี 180 มิลลิกรัม
  • ผักคะน้า ปริมาณวิตามินซี 120 มิลลิกรัม
  • มะระขี้นก ปริมาณวิตามินซี 116 มิลลิกรัม
  • บรอกโคลี ปริมาณวิตามินซี 93 มิลลิกรัม
  • ดอกกะหล่ำ ปริมาณวิตามินซี 46 มิลลิกรัม

ปริมาณวิตามินซีต่อปริมาณผลไม้ 100 กรัม มีดังนี้

  • อะเซโรลา ปริมาณวิตามินซี 1500-4500 มิลลิกรัม
  • มะขามป้อม ปริมาณวิตามินซี 300 มิลลิกรัม
  • ฝรั่ง ปริมาณวิตามินซี 160 มิลลิกรัม
  • สตรอว์เบอร์รี ปริมาณวิตามินซี 66 มิลลิกรัม
  • มะละกอ ปริมาณวิตามินซี 62 มิลลิกรัม
  • ส้มเขียวหวาน ปริมาณวิตามินซี 30 มิลลิกรัม

2. อาหารเสริมวิตามินซี

วิตามินซีมีอยู่ในอาหารเสริมในรูปแบบของกรดแอสคอร์บิก (Ascorbic acid) ซึ่งเป็นรูปแบบที่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย และมีประสิทธิภาพสูง วิตามินซียังมีอยู่ในอาหารเสริมในรูปแบบอื่นๆ เช่น แอสคอร์บิลแพคเกต (Ascorbyl palmitate) เป็นรูปแบบของวิตามินซีที่ละลายในไขมัน ช่วยให้วิตามินซีดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น แอสคอร์เบต (Ascorbate) เป็นรูปแบบของวิตามินซีที่ละลายน้ำได้ เช่นเดียวกับกรดแอสคอร์บิก และซิสเตอิน (Cysteine) เป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินซีได้4

วิตามินซีแบบออกฤทธิ์นานกับแบบออกฤทธิ์สั้น ต่างกันอย่างไร

ปกติแล้ว บริเวณฉลากยาจะมีกำกับไว้ว่า Extended Release, Controlled Release, Sustained Release, Modified Release, Slow Release Technology ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการออกฤทธิ์ของยา โดยจะแบ่งการออกฤทธิ์ของวิตามินซีได้ดังนี้

  • วิตามินซีแบบออกฤทธิ์นาน จะควบคุมการออกฤทธิ์ ทั้งการแตกตัว ดูดซึม เข้าสู่อวัยวะเป้าหมาย ปลดปล่อยสารอย่างช้าๆ คงที่ และต่อเนื่องเป็นเวลานาน 4-8 ชั่วโมง เช่น วิตามินซีชนิดออกฤทธิ์นาน ที่เหมาะกับคนที่ขาดวิตามิน
  • วิตามินซีแบบออกฤทธิ์ช้า จะออกฤทธิ์โดยการปลอดปล่อยสารเข้าสู่อวัยวะเป้าหมายเพียงครั้งเดียว ทำให้ระดับวิตามินซีสูง แต่จะอยู่เพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น 

ปริมาณวิตามินซีที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน

วิตามินซีควรกินวันละเท่าไร? ซึ่งปริมาณวิตามินซีที่ควรได้รับต่อ 1 วัน ขึ้นอยู่กับช่วงอายุ เพศ และปริมาณอาหารที่กิน ดังนี้

  • เด็กอายุ 1–8 ปี

ต้องการวิตามินซีประมาณ 25–40 มิลลิกรัม/วัน

เทียบเท่ากับ ส้มประมาณครึ่งลูก

  • เด็กและวัยรุ่นอายุ 9–18 ปี

ต้องการวิตามินซีประมาณ 60–100 มิลลิกรัม/วัน

เทียบเท่ากับ ส้มประมาณ 1 ลูกครึ่ง

  • ผู้ใหญ่เพศชาย อายุ 19 ปีขึ้นไป

ต้องการวิตามินซีประมาณ 100 มิลลิกรัม/วัน

เทียบเท่ากับ ส้มประมาณ 1 ลูกครึ่ง

  • ผู้ใหญ่เพศหญิง อายุ 19 ปีขึ้นไป

ต้องการวิตามินซีประมาณ 85 มิลลิกรัม/วัน

เทียบเท่ากับ ส้มประมาณ 1 ลูก

  • สตรีมีครรภ์

ต้องการวิตามินซีประมาณ 95 มิลลิกรัม/วัน

เทียบเท่ากับ ส้มประมาณ 1 ลูกครึ่ง

วิตามินซีกินตอนไหนได้ประโยชน์ที่สุด

การกินวิตามินซีไม่ใช่ว่าจะกินตอนไหนก็จะได้ประโยชน์เท่ากัน10  แล้วต้องกินตอนไหนดีที่สุด? ซึ่งการกินวิตามินซีพร้อมอาหารเช้า และเย็นภายใน 2-3 ชั่วโมง จะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายสามารถซึมซับวิตามินซีได้มากที่สุดนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกินวิตามินซี ควรกินร่วมกับแคลเซียม แมกนีเซียม และไบโอฟลาโวนอยด์ ผู้ที่เป็นเบาหวานควรกินวิตามินซีวันละ 1,000 มิลลิกรัม เพื่อลดสารต้านอนุมูลอิสระ การอักเสบของหลอดเลือด และเพื่อป้องกันอาการแทรกซ้อนต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคไตวาย3

หรือใครที่เป็นหวัด ควรกินวิตามินซี 1,000 มิลลิกรัม วันละ 2 เวลา เพื่อช่วยลดระดับฮิสตามีน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดน้ำมูกได้ถึง 40%3 พยายามอย่ากินวิตามินซีสูงกว่าที่ร่างกายจะรับได้ เพราะอาจเกิดอาการท้องเสียได้ เพราะร่างกายของแต่ละคนมีการย่อยวิตามินซีแตกต่างกัน

วิตามินซีกินคู่กับอะไรได้บ้าง

ก่อนจะกินวิตามินซี ควรพิจารณาให้ดีก่อนว่าเหมาะสมที่จะกินคู่กับอะไรบ้าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงาน ให้ร่างกายได้รับประโยชน์มากที่สุด

  • คอลลาเจนเปปไทด์ ชนิดโมเลกุลเล็ก เพื่อช่วยส่งเสริมการทำงานของทั้งคอลลาเจนเปปไทด์ และวิตามินซี ให้สามารถสร้างคอลลาเจน ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณได้11
  • ธาตุเหล็ก ควรกินคู่กับวิตามินซี หรือผลไม้รสเปรี้ยว เพื่อช่วยให้การดูดซึมธาตุเหล็กทำงานดีขึ้น11
  • แคลเซียม วิตามินซีช่วยสร้างคอลลาเจนที่มีส่วนสำคัญต่อข้อต่อ และกระดูก วิตามินซียังช่วยเรื่องการดูดซึมแคลเซียม ทำให้เมื่อกินคู่กันจะยิ่งเพิ่มความแข็งแรงให้กระดูกมากขึ้น
  • วิตามินเอ และอี เมื่อกินคู่กับวิตามินซีจะให้ประโยชน์เรื่องต้านอนุมูลอิสระ

วิตามินซีไม่ควรกินคู่กับอะไร

วิตามินซีห้ามกินคู่กับอะไรบ้าง? ก่อนจะกินวิตามินซี ควรพิจารณาให้ดีก่อนว่าไม่เหมาะสมที่จะกินคู่กับอะไร เพื่อป้องกันนผลข้างเคียงต่อร่างกายที่อาจจะเกิดขึ้นได้  

  • Vitamin B12 ไม่ควรกินร่วมกับวิตามินซี เพราะจะทำให้ร่างกายดูดซึมวิตามิน B12 ได้น้อยลง หากจะกินร่วมกัน ควรรอเวลาให้มีระยะห่างประมาณ 2-3 ชั่วโมง12
  • ยาคุมกำเนิด หากกินคู่กับวิตามินซี จะช่วยให้เกิดการดูดซึมยาคุมกำเนิดมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการคลื่นไส้ จนยาคุมออกมากับอาเจียน จึงอาจมีผลกับประสิทธิภาพด้านการคุมกำเนิดได้13

ชนิดและรูปแบบของวิตามินซี

นอกจากวิตามินซีจะมีอยู่มากมายในอาหารแล้ว วิตามินซียังอยู่ในรูปแบบของอาหารเสริมอีกมากมายหลายชนิดด้วย ดังนี้

  • วิตามินซีแบบอัดเม็ด

ลักษณะและการออกฤทธิ์: มีลักษณะเป็นเม็ด ที่มักจะมีการออกฤทธิ์แบบค่อยๆ ปล่อยวิตามินซีออกมาอย่างช้าๆ

ปริมาณการกินที่เหมาะสม: มีขนาดตั้งแต่ 25–1,000 มิลลิกรัม แต่นิยมจำหน่ายแบบ 500 และ 1000 มิลลิกรัม 

เหมาะกับ: คนทั่วไปและสามารถกิน 1-2 เม็ดต่อวันได้

  • วิตามินซีแบบเม็ดอม

ลักษณะและการออกฤทธิ์: มีลักษณะเป็นเม็ด ที่จะค่อยๆ ปล่อยวิตามินซีออกมาในปากระหว่างการอม

ปริมาณการกินที่เหมาะสม: มีขนาดตั้งแต่ 25–500 มิลลิกรัม 

เหมาะกับ: คนที่ไม่ชอบกลืนยาเม็ด

  • วิตามินซีแบบเม็ดเคี้ยว

ลักษณะและการออกฤทธิ์: มีลักษณะเป็นเม็ด ที่จะค่อยๆ ปล่อยวิตามินซีออกมาจาก การเคี้ยวในปาก

ปริมาณการกินที่เหมาะสม: โดยทั่วไปจะมี 30 มิลลิกรัม มีรสชาติหวาน 

เหมาะกับ: เด็ก 

  • วิตามินซีแบบเม็ดฟู่

ลักษณะและการออกฤทธิ์: มีลักษณะเป็นเม็ดที่ละลายในน้ำแล้วจะเกิดฟอง จึงควรละลายในน้ำก่อนแล้วค่อยกิน

ปริมาณการกินที่เหมาะสม: นิยมจำหน่ายแบบ 500 และ 1000 มิลลิกรัม

เหมาะกับ: ผู้ที่ไม่สามารถกลืนยาเม็ดขนาดใหญ่ได้ หรือผู้สูงอายุที่มีปัญหาการดูดซึม

  • วิตามินซีแบบแคปซูล

ลักษณะและการออกฤทธิ์: มีลักษณะเป็นเม็ดแคปซูล มีทั้งแบบแข็ง และแบบนิ่ม

ปริมาณการกินที่เหมาะสม: แคปซูลจะมีขนาด 500 มิลลิกรัม 

เหมาะกับ: คนที่กินแบบเม็ดยาก

  • วิตามินซีแบบสารละลายสำหรับฉีด

ลักษณะและการออกฤทธิ์: มีความสามารถในการออกฤทธิ์ที่เร็ว และร่างกายนำไปใช้ได้ทันที

ปริมาณที่เหมาะสม: มีปริมาณอยู่ที่ 500 มิลลิกรัม เหมาะกับการต้านหวัดมากที่สุด

เหมาะกับ: คนที่ต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็ว

ประโยชน์ของวิตามินซีมีอะไรบ้าง

สำหรับประโยชน์ของวิตามินซี หลายคนอาจยังเข้าใจผิดว่าวิตามินซีจะช่วยเรื่องผิวขาวเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้ววิตามินซียังมีสรรพคุณหลักในการต้านอนุมูลอิสระ และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้อีกด้วย ดังนี้

1. ป้องกันโรคหวัด

วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหาย ช่วยลดการอักเสบ และกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน จึงทำให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับการติดเชื้อได้ดีขึ้น ลดความรุนแรงของอาการหวัดและสามารถเตรียมพร้อมร่างกายให้ป้องกันเชื้อโรคได้ดีขึ้น3

2. ลดการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิวหนัง

ประโยชน์ของวิตามินซีข้อหนึ่งคือการช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ที่ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น และแข็งแรง ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี อันเป็นสาเหตุหลักของการเกิดริ้วรอยก่อนวัย และช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอิลาสติน ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยทำให้ผิวมีความชุ่มชื้นได้9

3. ลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็ง

ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์มีหน้าที่หลายอย่าง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการตามหาเซลล์มะเร็ง และทำลายเซลล์เหล่านั้น วิตามินซีมีส่วนช่วยต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จึงช่วยตามหาเซลล์ผิดปกติ และทำลาย ก่อนที่จะเกิดเป็นมะเร็ง ที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นปกติ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ4

4. ป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม

การวิจัยพบว่า การบริโภควิตามินซีในปริมาณ 490 มิลลิกรัมขึ้นไปต่อวัน สามารถลดความเสี่ยงต่อโรคต้อกระจกได้ถึง 45% เนื่องจากวิตามินซีเป็นสารที่สำคัญในการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของกระจกตา และเยื่อบุตา1

5. ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง

ถึงแม้จะยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าวิตามินซีสามารถช่วยต่อต้านความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างไร แต่ก็มีงานวิจัยที่ค้นพบว่า การใช้วิตามินซีอย่างต่อเนื่องกันจะสามารถลดโอกาสการเกิดหลอดเลือดในสมองแตก และลดอาการชักได้9

6. ลดความเครียด

วิตามินซีอาจถือเป็นตัวเลือกสำหรับการรักษาอาการความเครียด และความวิตกกังวล เนื่องจากเมื่อร่างกายได้รับวิตามินซีเข้าไปจะเกิดปฏิกิริยาในสมองที่ถูกตั้งสันนิษฐานไว้ว่าเป็นส่วนสำคัญในการต้านความเครียด จึงทำให้เชื่อได้ระดับหนึ่งว่าวิตามินซีจะสามารถลดปัญหาความเครียดได้ด้วยเช่นกัน7

ข้อควรระวังในการกินวิตามินซี

ถึงแม้วิตามินซีจะมีประโยชน์มากมาย และเป็นวิตามินที่ร่างกายขาดไปได้ แต่ก็มีข้อเสียของวิตามินซี ที่ต้องระวัง ดังนี้

  • วิตามินซีไม่ควรกินเกินเท่าไร? โดยปกติแล้วไม่ควรกินวิตามินซีเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะจะทำให้ท้องเสียได้
  • หากกินวิตามินซีจากอาหารเสริม ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และเชื่อถือได้
  • ควรอ่านฉลากอย่างละเอียด และปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิต
  • ไม่ควรกินตอนท้องว่าง เพราะวิตามินซีมีความเป็นกรดอยู่จึงทำให้การกินวิตามินซีในขณะที่ท้องว่างอาจจะทำให้เกิดอาการปวดท้องได้ และหากกินตอนท้องว่างบ่อยๆ ก็อาจทำให้กระเพาะเกิดความเสียหายได้
  • วิตามินซีไม่ควรกินคู่กับยาบางประเภท ได้แก่ ยากลุ่มโรคไต ยาเคมีบำบัด ยาคุมกำเนิด ยาลดกรด ยาเคลือบกระเพาะ ยารักษาโรคเบาหวาน ยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านการแข็งตัวเลือด ยาลดไขมันสแตตินและไนอะซิน ดังนั้น ผู้ที่มียาประจำจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้วิตามินซี3
  • วิตามินซีแบบเคี้ยวจะมีน้ำตาลสูง หากกินบ่อยเกินไปอาจทำให้เกิดอาการฟันผุได้
  • วิตามินซีแบบเม็ดฟู่ควรปล่อยให้ละลายจนฟองหมดก่อนกิน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการแน่นท้อง

สรุป

วิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ ทำให้ร่างกายไม่สามารถเก็บวิตามินซีไว้ได้ จึงจำเป็นต้องได้รับวิตามินซีจากอาหาร หรืออาหารเสริมเป็นประจำ วิตามินซีจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีในช่วง 2-3 ชั่วโมงหลังกิน ดังนั้น วิตามินซีจึงไม่ใช่จะกินตอนไหนก็ได้ประโยชน์เท่ากัน แต่ควรกินในเวลาหลังอาหารเพื่อประโยชน์สูงสุด

โดยประโยชน์ของวิตามินซีก็มีหลายอย่าง ด้วยความที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหาย ช่วยลดการอักเสบ และกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน จึงทำให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับการติดเชื้อได้ และควรกินวิตามินซีไม่เกินวันละ 2,000 มิลลิกรัมเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

Chat with bot